เศรษฐกิจสร้างสรรค์

มาตรฐาน

ไปร่วมเสวนาที่ ก.พ.เขาจัดให้บรรดาผู้นำของประเทศกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารระดับอธิปดีกรมต่าง ๆ หรือเทียบเท่า มีกลุ่ม HiPPS ฝังตัวเข้าไปร่วมด้วยอยู่นิสนึง ประมาณ 15 คน หัวข้อการเสวนาก็ เรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ได้รับมอบหมายมาให้สรุปการเสวนาด้วย จัดส่งไปแล้ว ก็เลยขอมาลงไว้ที่ Blog นี้ซะเลย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เรียบเรียงโดย ศิรธิษณ์  วรวัฒน์ศุภรัฐ HiPPS รุ่นที่ 5 กรมชลประทาน

คำนำ

เนื้อหานี้เกิดขึ้นจากรูปแบบ ของการเสวนา ดังนั้นเนื้อหาข้อสรุปในบทความนี้ เพื่อให้ยังคงมีรายละเอียดในบทสนทนาอยู่บ้าง จึงขอสรุปเนื้อหาในรูปแบบของการเล่าเรื่องและเรียบเรียงใหม่

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือ?

Creative Economy เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่แฟชั่น ของสวยงาม ไลฟ์สไตล์ แต่มาจากการนิยามที่ทางตะวันตก ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ มีเดียต่าง ๆ แต่ในบ้านเราควรจะให้ความหมายมันใหม่ คือการสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าใหม่ให้สินค้าหรือท้องถิ่น เช่นการเกษตร หรืออาจจะนิยามการสร้างสรรค์นี้ว่า การสร้างสรรค์แล้วได้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมา เช่นได้เงิน ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีมูลค่าเกิดขึ้น ผู้บริโภคก็ได้สิ่งที่ต้องการ ผู้ผลิตก็ได้กำไรจากการขายมากขึ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ได้กำไรจากการขายชิ้นส่วนได้มากขึ้น เกิดขึ้นทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ต้องมองในองค์รวม

หลายครั้งที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แต่วิธีการขายเปลี่ยนรูปแบบไปเช่นในญี่ปุ่น สินค้าท้องถิ่น มาขายในห้างใหม่ และนำเสนอในรูปแบบที่ไม่ได้เป็น OTOP มากนักก็จะได้ผู้ซื้อต่างออกไป หรือจะนำนวัตกรรมมาบวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็จะได้เป็นสินค้าใหม่ได้

 

ส่วนใหญ่ไทยจะทำได้ดีในเรื่องหน้าตา แต่กลไกในเรื่องการขายหน้าตาให้ได้กำไรและทำให้เป็น Global Brand ยังเป็นจุดอ่อนอยู่ เพราะการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ดีเป็นแค่กลไกหนึ่งเท่านั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ กระบวนการที่ผู้ประกอบการมีในเรื่องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของกลไกทั้งหมด

Brand ใหญ่ ๆ จะมี Product สร้างภาพและแพงมาก แต่เป้าหมายคือ Product ตัวรองที่ตั้งใจจะขายซึ่งยังแพงอยู่แต่ยังถูกกว่าตัวแรก เพื่อตั้งใจให้ผู้บริโภคเกิดการเปรียบเทียบ ก็สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ตัวรองมากกว่า ชี้ให้เห็นว่า จิตวิทยา ในการขายก็ต้องให้ความสำคัญด้วย

องค์ประกอบที่มีความสำคัญมากในขณะนี้คือ เทคโนโลยี เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีเอื้อให้บุคคลากรรุ่นใหม่เป็นผู้ประกอบการได้ง่ายมากถ้าหากเรามีความสร้างสรรค์พอ โอกาสมีมากกว่าในอดีตที่ต้องมองเรื่องโรงงาน การผลิต เพียงอย่างเดียว การหาโมเดลใหม่ ๆ ในการใช้เครือข่ายทางสังคมออนไลน์สร้างโอกาสหรือเป็นธุรกิจใหม่ขึ้นมา

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องไปต่างประเทศ? ในประเทศอย่างเดียวได้ไหม?

Trend ของโลกคือการเปิดการค้าเสรี ระหว่างประเทศ ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ การแข่งขันวิ่งเข้ามาหาเราแน่นอน เราต้องวิ่งออกไปเพื่อการอยู่รอด การแข่งขันรุนแรงมากแต่ก็เป็นโอกาสมหาศาลด้วย การสร้างกำแพงทางเศรษฐกิจ จะเป็นอุปสรรคในการแข่งขัน การสร้างสรรค์ คือรากฐานสำคัญ ที่จะทำให้ไทยมีพลังในการแข่งขันได้ดี ประเทศต้อง เดินหน้าต่อ (Move up Value Chain) ปัญหาสำคัญของประเทศตอนนี้ที่อยู่ในภาวะวิกฤตของประเทศไทย คือ ปัญหาเรื่องบุคคลากร

 

 สิ่งที่เหลืออยู่ในบ้านเราคือเราต้องยกระดับสินค้าให้แตกต่าง “เรา ต้อง ใช้ การสร้างสรรค์” 

Italy of The East” นี่คือที่ที่เรามุ่งเป้าไปให้ได้ ที่ให้มองอิตาลี เพราะ SME และ การสร้างสรรค์ ของเขาแข็งแกร่งมาก Brand ของอิตาลีได้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายหลายเท่า เราต้องปรับตัวแรงและเร็วโดยใช้ Creativities เป็นตัวผลักดัน และแน่นอนต้องมี R&D

 

Trend อีกอย่างของโลกคือ สินค้าที่ออกแบบมาเป็น Green อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาสินค้าให้เป็น Green จะเพิ่มมูลค่าสินค้าได้สูงมาก

R&D องค์กรแห่งการเรียนรู้ ทุนมนุษย์…

การที่จะมี Creative Economy ได้จะยากมาก ถ้าหากยังไม่มี Knowledge Economy ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร ให้เป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ มีความสำคัญ สิ่งที่ต้องรีบทำในส่วนกลางและภูมิภาค คือการกระตุ้นให้เอกชนมาลงทุนในการสร้างความรู้มากขึ้น ภาครัฐไม่ควรที่ดำเนินการเองทั้งหมด ในอดีตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐดำเนินการได้ไม่ทัน โจทย์คือทำอย่างไรให้เอกชนหันมาลงทุนในการทำวิจัยสร้างนวัตกรรมได้มากขึ้น และเอกชนเองก็ควรเป็นผู้นำในการลงทุนเพื่อสร้างความรู้ให้กับตัวเขาเอง โดยเฉลี่ยบริษัทที่ไม่ได้มีการลงทุนในการสร้างความรู้หรือ R&D จะล้มและหายไปใน 40 ปี

 

อุตสาหกรรม ในบ้านเราหลาย ๆ อย่างมีผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์แต่ทำธุรกิจไม่เป็น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมระดับชุมชน มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แต่ขาดการบริหารจัดการ โครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการนำเจ้าของอุตสาหกรรมนั้นเข้ามาอบรมในด้านธุรกิจ แต่ดูเหมือนจะเกิดประโยชน์น้อย เลยเปลี่ยนเป็นกลุ่มของชุมชนที่เป็นคนกลาง ที่สามารถแนะนำและบริหารตลาดได้มาให้ความรู้แทน การกระตุ้นเพื่อผลักดันขีดความสามารถโดยวิธีการให้รางวัลในระดับประเทศ ก็ควรจะให้แบบตรงไปตรงมา และการผลิตชิ้นส่วนที่จะมารองรับการตัวผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น (Sourcing) เองก็เป็นปัญหาหนึ่งเช่นกัน SME ที่เป็นรายใหญ่ ปัญหาเดียวกันนี้จะไม่ค่อยพบ แต่ที่เป็นปัญหาคือ มาตรการต่าง ๆ ที่จะมาส่งเสริมการค้า เช่น มาตรการด้านภาษี ด้าน SME รายย่อยต้องมี Technical Assistance มาคอยช่วย ภาครัฐควรจะยื่นมือเข้าไปหา SME แล้วคอยให้บริการ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ต้องพูดถึง Comparative Advantage หรือความได้เปรียบโดยเชิงเปรียบเทียบ โดยไปคิดเปรียบเทียบว่าเรามีอะไรที่ดีกว่าแล้วใช้สิ่งนั้นเป็นตัวนำ หากจะไปใช้กรณี Competitive Advantage ซึ่งต้องดูเรื่องราคา เราไม่ได้เปรียบแล้ว และต้องเข้าใจกระบวนการของนวัตกรรมและระบบของเทคโนโลยีด้วย ต้องจัดการความคิดอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานโดยทั่วกัน

เรื่องการพัฒนาคน ประเทศไทยอยู่ในระยะที่เรียกว่าวิกฤต และหลาย ๆ ประเทศก็ประสบปัญหาเดียวกัน  บุคคลากรที่มีคุณภาพมีองค์ความรู้ เป็นที่ต้องการกันมาก ที่น่าเป็นห่วงคือบุคคลากรภาครัฐ ถูกดึงตัวออกไปเยอะมากในขณะที่บุคคลากรไม่เพียงพออยู่แล้ว และส่วนใหญ่ ทัศนคติขององค์กรภาครัฐ ก็ยังไม่เปลี่ยนไปตามโลก การแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ไม่ทันตามกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป

ปัญหาประเทศไทยเข้าสู่ยุค Ageing society หลาย ๆประเทศประสบปัญหานี้ และมีการให้ความสำคัญกับคนทำงานมาก มีการหาวิธีนำเข้าคนทำงานมากมายในรูปแบบต่าง ๆ เป็นสงครามในการหาคนเก่งเข้าทำงาน ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะถูกดูดคนออกไปมากกว่าที่จะนำเข้ามา การขาดแคลนคนทำงานในประเทศไทยส่งผลหนักมากต่อ เป้าหมาย พันธกิจ ของประเทศ การศึกษาของเราก็สร้างคนไม่เพียงพอ จะต้องมีการจัดการกับวิกฤตเหล่านี้หลาย ๆ จุดกับการศึกษาพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ กับการสอบเอ็นทรานส์ การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กชั้นประถม ที่ทั่วโลกรู้สึกตื่นตัวว่าเป็นสาเหตุใหญ่ของการล้มเหลวทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ การออกแบบหลักสูตรของเด็กนักเรียนในต่างประเทศจะออกแบบเพื่อให้เด็กถาม ทดลอง ลองทำจนรู้ถูก-ผิด แล้วครูค่อยให้คำตอบ ซึ่งจำเป็นมากหากเด็กรู้จักการตั้งคำถาม เป็นรากฐานของ การสร้างสรรค์ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ต้องก้าวข้ามความคิดของการมองใบปริญญา การมองคะแนนอย่างเดียวเป็นหลัก ข้ามความต้องการที่มองหาสูตรสำเร็จ เพียงอย่างเดียว อนาคตความเจริญจะเข้ามาในท้องถิ่นเนื่องจาก การคมนาคมที่สะดวกขึ้น การสร้างคนในท้องถิ่นให้มีความรู้ ควรจะวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะคนจะอยู่ติดถิ่นฐานเดิมมากขึ้น และสามารถทำได้หลายวิธี

ข้อเสนอ 3 อย่างที่อยู่ในวิสัยที่กระทำได้ต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศ คือ

1 สรุปบทเรียนว่าระบบการศึกษาจะเดินอย่างไรต่อ ทางหนึ่งคือสนับสนุน Corporate Education ซึ่งเอกชนจะให้บริการการศึกษา

2 ไม่ควรมุ่งเป้าไปที่บุคคลากรที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีมากเกินไป แต่พวกที่ทำงานแล้ว รัฐจะต้องไป Upgrade แรงงาน ให้มากกว่าเดิม

3 การสร้างรถไฟรางคู่ ควรจะให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมมากที่สุด

การศึกษาได้สร้างคนของเราเองให้เป็นผู้ตาม ไม่ได้เป็นผู้ที่จะ คิด สร้าง ทำ ในเชิงรุก เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้การสร้างสรรค์ นวัตกรรม ในปัจจุบันของประเทศยังไปไม่ถึงไหนและควรจะปรับปรุงต้นเหตุนี้ ที่เป็นฐานของค่านิยม ทัศนคติ ต่อชีวิต ต่องาน ต่อนวัตกรรม และต่อการสร้างสรรค์…

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s