เจอ code vba เด็ด ๆ เอามาฝาก

มาตรฐาน

กะจะไป query ตารางของ excel โดยไม่ต้องออกจาก  excel เลย
ปกติถ้าจะ join table ก็ต้อง copy ไป access ก่อน แล้วเขียน sql กำกับ
ได้ table ที่ query มาก็ copy กลับไป excel

แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้วสบาย code ตามนี้เลย

Sub MyQuery2()
sFullName = ActiveWorkbook.FullName
sSheet = ActiveSheet.Name

Set cn = CreateObject(“adodb.connection”)
scn = “Provider=Microsoft.Jet.OLEDB.4.0;Data Source=” _
& sFullName _
& “;Extended Properties=””Excel 8.0;HDR=Yes;IMEX=1″”;”

cn.Open scn

Set rs = CreateObject(“adodb.recordset”)

s2SQL = “select [lsp$].*,[plus$].* from [lsp$]  ” & _
“inner join [plus$]   on [lsp$].id=[plus$].id ” & _
“;” & _
“”
rs.Open s2SQL, cn

Sheets(“result”).Range(“a10”).CopyFromRecordset rs
End Sub

ไปเจอที่ไหนจำไม่ได้แล้ว…

เศรษฐกิจสร้างสรรค์

มาตรฐาน

ไปร่วมเสวนาที่ ก.พ.เขาจัดให้บรรดาผู้นำของประเทศกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารระดับอธิปดีกรมต่าง ๆ หรือเทียบเท่า มีกลุ่ม HiPPS ฝังตัวเข้าไปร่วมด้วยอยู่นิสนึง ประมาณ 15 คน หัวข้อการเสวนาก็ เรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ได้รับมอบหมายมาให้สรุปการเสวนาด้วย จัดส่งไปแล้ว ก็เลยขอมาลงไว้ที่ Blog นี้ซะเลย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เรียบเรียงโดย ศิรธิษณ์  วรวัฒน์ศุภรัฐ HiPPS รุ่นที่ 5 กรมชลประทาน

คำนำ

เนื้อหานี้เกิดขึ้นจากรูปแบบ ของการเสวนา ดังนั้นเนื้อหาข้อสรุปในบทความนี้ เพื่อให้ยังคงมีรายละเอียดในบทสนทนาอยู่บ้าง จึงขอสรุปเนื้อหาในรูปแบบของการเล่าเรื่องและเรียบเรียงใหม่

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือ?

Creative Economy เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่แฟชั่น ของสวยงาม ไลฟ์สไตล์ แต่มาจากการนิยามที่ทางตะวันตก ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ มีเดียต่าง ๆ แต่ในบ้านเราควรจะให้ความหมายมันใหม่ คือการสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าใหม่ให้สินค้าหรือท้องถิ่น เช่นการเกษตร หรืออาจจะนิยามการสร้างสรรค์นี้ว่า การสร้างสรรค์แล้วได้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมา เช่นได้เงิน ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีมูลค่าเกิดขึ้น ผู้บริโภคก็ได้สิ่งที่ต้องการ ผู้ผลิตก็ได้กำไรจากการขายมากขึ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ได้กำไรจากการขายชิ้นส่วนได้มากขึ้น เกิดขึ้นทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ต้องมองในองค์รวม

หลายครั้งที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แต่วิธีการขายเปลี่ยนรูปแบบไปเช่นในญี่ปุ่น สินค้าท้องถิ่น มาขายในห้างใหม่ และนำเสนอในรูปแบบที่ไม่ได้เป็น OTOP มากนักก็จะได้ผู้ซื้อต่างออกไป หรือจะนำนวัตกรรมมาบวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็จะได้เป็นสินค้าใหม่ได้

 

ส่วนใหญ่ไทยจะทำได้ดีในเรื่องหน้าตา แต่กลไกในเรื่องการขายหน้าตาให้ได้กำไรและทำให้เป็น Global Brand ยังเป็นจุดอ่อนอยู่ เพราะการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ดีเป็นแค่กลไกหนึ่งเท่านั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ กระบวนการที่ผู้ประกอบการมีในเรื่องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของกลไกทั้งหมด

Brand ใหญ่ ๆ จะมี Product สร้างภาพและแพงมาก แต่เป้าหมายคือ Product ตัวรองที่ตั้งใจจะขายซึ่งยังแพงอยู่แต่ยังถูกกว่าตัวแรก เพื่อตั้งใจให้ผู้บริโภคเกิดการเปรียบเทียบ ก็สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ตัวรองมากกว่า ชี้ให้เห็นว่า จิตวิทยา ในการขายก็ต้องให้ความสำคัญด้วย

องค์ประกอบที่มีความสำคัญมากในขณะนี้คือ เทคโนโลยี เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีเอื้อให้บุคคลากรรุ่นใหม่เป็นผู้ประกอบการได้ง่ายมากถ้าหากเรามีความสร้างสรรค์พอ โอกาสมีมากกว่าในอดีตที่ต้องมองเรื่องโรงงาน การผลิต เพียงอย่างเดียว การหาโมเดลใหม่ ๆ ในการใช้เครือข่ายทางสังคมออนไลน์สร้างโอกาสหรือเป็นธุรกิจใหม่ขึ้นมา

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องไปต่างประเทศ? ในประเทศอย่างเดียวได้ไหม?

Trend ของโลกคือการเปิดการค้าเสรี ระหว่างประเทศ ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ การแข่งขันวิ่งเข้ามาหาเราแน่นอน เราต้องวิ่งออกไปเพื่อการอยู่รอด การแข่งขันรุนแรงมากแต่ก็เป็นโอกาสมหาศาลด้วย การสร้างกำแพงทางเศรษฐกิจ จะเป็นอุปสรรคในการแข่งขัน การสร้างสรรค์ คือรากฐานสำคัญ ที่จะทำให้ไทยมีพลังในการแข่งขันได้ดี ประเทศต้อง เดินหน้าต่อ (Move up Value Chain) ปัญหาสำคัญของประเทศตอนนี้ที่อยู่ในภาวะวิกฤตของประเทศไทย คือ ปัญหาเรื่องบุคคลากร

 

 สิ่งที่เหลืออยู่ในบ้านเราคือเราต้องยกระดับสินค้าให้แตกต่าง “เรา ต้อง ใช้ การสร้างสรรค์” 

Italy of The East” นี่คือที่ที่เรามุ่งเป้าไปให้ได้ ที่ให้มองอิตาลี เพราะ SME และ การสร้างสรรค์ ของเขาแข็งแกร่งมาก Brand ของอิตาลีได้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายหลายเท่า เราต้องปรับตัวแรงและเร็วโดยใช้ Creativities เป็นตัวผลักดัน และแน่นอนต้องมี R&D

 

Trend อีกอย่างของโลกคือ สินค้าที่ออกแบบมาเป็น Green อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาสินค้าให้เป็น Green จะเพิ่มมูลค่าสินค้าได้สูงมาก

R&D องค์กรแห่งการเรียนรู้ ทุนมนุษย์…

การที่จะมี Creative Economy ได้จะยากมาก ถ้าหากยังไม่มี Knowledge Economy ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร ให้เป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ มีความสำคัญ สิ่งที่ต้องรีบทำในส่วนกลางและภูมิภาค คือการกระตุ้นให้เอกชนมาลงทุนในการสร้างความรู้มากขึ้น ภาครัฐไม่ควรที่ดำเนินการเองทั้งหมด ในอดีตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐดำเนินการได้ไม่ทัน โจทย์คือทำอย่างไรให้เอกชนหันมาลงทุนในการทำวิจัยสร้างนวัตกรรมได้มากขึ้น และเอกชนเองก็ควรเป็นผู้นำในการลงทุนเพื่อสร้างความรู้ให้กับตัวเขาเอง โดยเฉลี่ยบริษัทที่ไม่ได้มีการลงทุนในการสร้างความรู้หรือ R&D จะล้มและหายไปใน 40 ปี

 

อุตสาหกรรม ในบ้านเราหลาย ๆ อย่างมีผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์แต่ทำธุรกิจไม่เป็น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมระดับชุมชน มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แต่ขาดการบริหารจัดการ โครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการนำเจ้าของอุตสาหกรรมนั้นเข้ามาอบรมในด้านธุรกิจ แต่ดูเหมือนจะเกิดประโยชน์น้อย เลยเปลี่ยนเป็นกลุ่มของชุมชนที่เป็นคนกลาง ที่สามารถแนะนำและบริหารตลาดได้มาให้ความรู้แทน การกระตุ้นเพื่อผลักดันขีดความสามารถโดยวิธีการให้รางวัลในระดับประเทศ ก็ควรจะให้แบบตรงไปตรงมา และการผลิตชิ้นส่วนที่จะมารองรับการตัวผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น (Sourcing) เองก็เป็นปัญหาหนึ่งเช่นกัน SME ที่เป็นรายใหญ่ ปัญหาเดียวกันนี้จะไม่ค่อยพบ แต่ที่เป็นปัญหาคือ มาตรการต่าง ๆ ที่จะมาส่งเสริมการค้า เช่น มาตรการด้านภาษี ด้าน SME รายย่อยต้องมี Technical Assistance มาคอยช่วย ภาครัฐควรจะยื่นมือเข้าไปหา SME แล้วคอยให้บริการ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ต้องพูดถึง Comparative Advantage หรือความได้เปรียบโดยเชิงเปรียบเทียบ โดยไปคิดเปรียบเทียบว่าเรามีอะไรที่ดีกว่าแล้วใช้สิ่งนั้นเป็นตัวนำ หากจะไปใช้กรณี Competitive Advantage ซึ่งต้องดูเรื่องราคา เราไม่ได้เปรียบแล้ว และต้องเข้าใจกระบวนการของนวัตกรรมและระบบของเทคโนโลยีด้วย ต้องจัดการความคิดอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานโดยทั่วกัน

เรื่องการพัฒนาคน ประเทศไทยอยู่ในระยะที่เรียกว่าวิกฤต และหลาย ๆ ประเทศก็ประสบปัญหาเดียวกัน  บุคคลากรที่มีคุณภาพมีองค์ความรู้ เป็นที่ต้องการกันมาก ที่น่าเป็นห่วงคือบุคคลากรภาครัฐ ถูกดึงตัวออกไปเยอะมากในขณะที่บุคคลากรไม่เพียงพออยู่แล้ว และส่วนใหญ่ ทัศนคติขององค์กรภาครัฐ ก็ยังไม่เปลี่ยนไปตามโลก การแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ไม่ทันตามกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป

ปัญหาประเทศไทยเข้าสู่ยุค Ageing society หลาย ๆประเทศประสบปัญหานี้ และมีการให้ความสำคัญกับคนทำงานมาก มีการหาวิธีนำเข้าคนทำงานมากมายในรูปแบบต่าง ๆ เป็นสงครามในการหาคนเก่งเข้าทำงาน ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะถูกดูดคนออกไปมากกว่าที่จะนำเข้ามา การขาดแคลนคนทำงานในประเทศไทยส่งผลหนักมากต่อ เป้าหมาย พันธกิจ ของประเทศ การศึกษาของเราก็สร้างคนไม่เพียงพอ จะต้องมีการจัดการกับวิกฤตเหล่านี้หลาย ๆ จุดกับการศึกษาพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ กับการสอบเอ็นทรานส์ การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กชั้นประถม ที่ทั่วโลกรู้สึกตื่นตัวว่าเป็นสาเหตุใหญ่ของการล้มเหลวทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ การออกแบบหลักสูตรของเด็กนักเรียนในต่างประเทศจะออกแบบเพื่อให้เด็กถาม ทดลอง ลองทำจนรู้ถูก-ผิด แล้วครูค่อยให้คำตอบ ซึ่งจำเป็นมากหากเด็กรู้จักการตั้งคำถาม เป็นรากฐานของ การสร้างสรรค์ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ต้องก้าวข้ามความคิดของการมองใบปริญญา การมองคะแนนอย่างเดียวเป็นหลัก ข้ามความต้องการที่มองหาสูตรสำเร็จ เพียงอย่างเดียว อนาคตความเจริญจะเข้ามาในท้องถิ่นเนื่องจาก การคมนาคมที่สะดวกขึ้น การสร้างคนในท้องถิ่นให้มีความรู้ ควรจะวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะคนจะอยู่ติดถิ่นฐานเดิมมากขึ้น และสามารถทำได้หลายวิธี

ข้อเสนอ 3 อย่างที่อยู่ในวิสัยที่กระทำได้ต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศ คือ

1 สรุปบทเรียนว่าระบบการศึกษาจะเดินอย่างไรต่อ ทางหนึ่งคือสนับสนุน Corporate Education ซึ่งเอกชนจะให้บริการการศึกษา

2 ไม่ควรมุ่งเป้าไปที่บุคคลากรที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีมากเกินไป แต่พวกที่ทำงานแล้ว รัฐจะต้องไป Upgrade แรงงาน ให้มากกว่าเดิม

3 การสร้างรถไฟรางคู่ ควรจะให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมมากที่สุด

การศึกษาได้สร้างคนของเราเองให้เป็นผู้ตาม ไม่ได้เป็นผู้ที่จะ คิด สร้าง ทำ ในเชิงรุก เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้การสร้างสรรค์ นวัตกรรม ในปัจจุบันของประเทศยังไปไม่ถึงไหนและควรจะปรับปรุงต้นเหตุนี้ ที่เป็นฐานของค่านิยม ทัศนคติ ต่อชีวิต ต่องาน ต่อนวัตกรรม และต่อการสร้างสรรค์…

 

SMART RID

มาตรฐาน

ช่วงงานวันเกิดกรม 111 ปี ได้มีโอกาสไปยุ่งกับ project AR ที่นำเสนออาคารชลประทาน ไปออกจอมอนิเตอร์ ในบูธของ สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ก็ทำไปด้วยปรับปรุงไปด้วย ได้รับความร่วมมือจาก ท่าน ผส.พญ. และทีมงานสุด ๆ ก็ได้รับความรู้ในการเตรียมการจัดทำบูธหลายอย่างเลยทีเดียว

Project นี้ออกสู่สาธารณะแล้วก็ขอนำมาออกเป็นบทความที่นี่ด้วยแล้วกัน แต่ชื่อ SMART RID นี่ก็เป็นชื่อที่ทางพี่ต้อง เขาจัดมาครับ

เลยมีข้อสังเกตุ เวลาเขียนเป็นแบบนี้ดีกว่า smARt RID ใช้ AR ตัวใหญ่

ทำไมต้อง SMART RID

 การนำเสนองานก่อนนำไปใช้งานในการก่อสร้างถึงขั้นออกแบบรายละเอียด จะต้องมีการนำเสนอ ในรูปของโปรแกรมสามมิติ นอกจากนั้นในงานชลประทาน ที่จะต้องมีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านซึ่งดูแบบไม่ได้ ในบางครั้งก็ต้องทำหุ่นจำลองไปพูดคุย การสร้างหุ่นจำลองมีค่าใช้จ่ายมาก SMART RID จึงเป็นรูปแบบที่สามารถนำมาใช้งานได้ ผู้ที่สนใจสามารถหยิบขึ้นมาและส่องดูได้เอง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการประยุกต์ใช้งาน สำหรับงานชลประทานเท่านั้น

จะใช้ SMART RID ต้องทำอย่างไร

SMART RID เป็น solution ที่ประกอบไปด้วยการนำ เทคโนโลยีหลายอย่างและศาสตร์ในด้านการชลประทานประกอบเข้าด้วยกัน โดยหลัก ๆ มีดังนี้

1) AR-Augmented Reality การนำเอาโลกเสมือนมาผสานกับโลกจริง

เป็นเทคโนโลยีที่มีการนำเอา object มานำเสนอในผ่านจอภาพmonitor โดยการถ่ายวิดีโอผ่านกล้อง webcam ซึ่ง  object อาจเป็น โมเดล 3 มิติหรือ มีเดียดิจิตอลต่าง ๆ ก็ได้ จุดที่ โมเดลจะแสดงผลออกมาจะมาจากการอ่านแผ่นโค๊ด (marker) ที่เตรียมการไว้ก่อนแล้ว

2) Smart phone

ที่ต้องการนำ smart phoneมาใช้คือ กล้อง  โดยใช้ application ของตัว smart phone แปลงกล้องให้เป็นกล้องwebcamสำหรับ โน้ตบุ๊กพีซี ใช้สัญญาณเชื่อมต่อผ่านสัญญาณ wireless LAN

ตรงจุดนี้ได้รับการเสนอแนะจากผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ว่าควรจะดัดแปลงนำกล้องจากsmart phone มาใช้แทนกล้อง webcam แบบเดิม ที่เมื่อใช้งานถ่ายภาพต้องถือกล้องแล้วลากสายไปมา smart phone ทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

3) โมเดลดิจิตอลด้านการชลประทาน

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องใช้ความรู้ด้านอาคารชลประทาน หรือทักษะอื่นด้านการชลประทานขึ้นอยู่กับว่าต้องการนำเสนออะไรบ้าง รวมถึงทักษะในการสร้างโมเดลดิจิตอล 3 มิติ ขึ้นมาซึ่งอาจใช้ เครื่องมืออย่าง google sketchup หรือ autocad 3D เป็นต้น

สรุปอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน

1.เครื่องพีซี notebook มีการตั้งค่าต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • Software ด้าน AR
  • ปรับกล้อง Webcam ให้ใช้งานผ่านมือถือได้
  • ตั้งค่าให้มีการปล่อยสัญญาณ Wireless LAN ได้

2.Smart Phone พร้อม application สำหรับใช้ Smart Phone แทน webcam

3.จอแสดงผลขนาดใหญ่

 

SMART RID 3D ในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ในรุ่นแรก(version 1) นี่เป็นเพียงการนำ AR แบบเบื้องต้น มาประยุกต์ใช้กับงานอาคารชลประทานเท่านั้น แนวทางการพัฒนาสามารถพัฒนาออกไปได้อีกหลายรูปแบบ อาจจะไม่ต้องพึ่ง คอมพิวเตอร์เลยสามารถใช้งานบน Smart phone เพียงอย่างเดียว และcontent ต่าง ๆ ที่เป็นโมเดลจะไปอยู่บน internet ได้ ทำให้เราสามารถสร้าง SMART RID ให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และหากเรานำไปใช้งานร่วมกับข้อมูลพิกัดต่าง ๆ เราก็จะได้ SMART RID อีกรูปแบบหนึ่งโดยไม่ต้องใช้ marker เช่นอาคาร ตั้งอยู่ที่ไหน จุดที่ยืนอยู่ใกล้กับอาคารชลประทานใดบ้าง

และนี่ก็เป็นตัวอย่างแนวคิดที่ SMART RID สามารถต่อยอดไปให้ถึงได้

  • ใช้ในการพิจารณาโครงการชลประทานบนแผนที่
  • แสดงผลที่ตั้งอาคารจริง
  • แสดงผลการพัฒนาแหล่งน้ำแล้วเสร็จ ขณะที่กำลังก่อสร้าง