วิกฤติกำลังคนชลประทาน-ตอนที่2

มาตรฐาน

จากตอนที่แล้ว รู้จักแต่ละ Generation กันแล้ว ก็มาดูว่าในกรมชลประทานมีอัตรากำลัง ในแต่ละช่วงอายุอย่างไรบ้าง (ปีงบประมาณ 2554 นะครับ)

Clipboard03

คลิ๊กดูอีกทีนะครับจะได้ชัด ๆ

 

เอ้ามาวิเคราะห์กัน…

ปัจจุบันเห็นได้ว่าตัวเลข ที่เกิดขึ้น ร้อยละ 61.95 เป็น บุคคลากรที่อยู่ในช่วงของ รุ่นที่เรียกว่า Baby Boomer และเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งในระดับบริหารมีผลทำให้ องกรค์อย่างกรมชลประทานสะท้อนรูปแบบของ Baby Boomer ออกมาอย่างชัดเจน แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเห็นว่า จะมีอีก 1,219 คนที่เป็น Baby Boomer จะเกษียณอายุ ออกไป หากมองถึงผู้ที่จะเข้ามาในระบบแล้วก็น่าจะเป็น รุ่นที่เรียกว่า Generation Y หรือ Gen Y แต่ตามนโยบายที่เกิดขึ้นคือจะมีการรับข้าราชการใหม่ไม่มากนัก นั่นหมายความว่า “รับเข้ามาหลักร้อย แต่เกษียณอายุออกไปเป็นพัน” Gen Y ในอีก 5 ปีจะยังคงมีสัดส่วนน้อยในระบบของข้าราชการกรมชลประทาน แล้ว “Generation ที่มีบทบาทต่อกรมชลประทานมากที่สุดต่อไปนั่นคือ Generation X” โดยเทียบสัดส่วนแล้ว ค่าเฉลี่ยอายุในอีก 5-10 ปีจะอยู่ในช่วงของคนรุ่นนี้ ดังนั้นรูปแบบและวัฒนธรรมองค์กร อาจเปลี่ยนไปอีกมาก

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ

1).องค์ความรู้ที่จะหายไปจากการที่มีผู้ที่เกษียณอายุออกไปเป็นจำนวนมาก

2).อัตรากำลังจำนวนลดลงโดยมีผู้ใต้บังคับบัญชาน้อย แต่ต้องการผลลัพท์ของงานเท่าเดิม

วิธีการที่จะแก้ปัญหา

มีหลายวิธี แต่หากใช้ทฤษฎี Generation เข้ามาช่วยก็จะได้วิธีการ โดยเสนอดังนี้

การจัดการควมรู้

โดย เน้นความชอบของแต่ละ Generation 

image

องค์ความรู้ที่หายไปจากผู้ที่จะเกษียณ ในอนาคตเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ต้องรีบทำคือ การจัดการควมรู้ โดยวิธีการจากแผนภาพที่นำเสนอนั้นมาจากใช้การเน้นความชอบของแต่ละ Generation ตอนนี้รู้แล้วว่าอีก 5-10 ปี GenX จะเป็นผู้ที่มีบทบาทมาก ดังนั้นการเตรียมความพร้อมให้กับ Gen X จึงมีความสำคัญ

 

Clipboard04

คนที่อยู่ใน Generation Baby Boomer มีความรู้มาก และสิ่งที่เป็นความรู้ที่สำคัญคือองค์ความรู้เชิงประสบการณ์ แต่ Baby Boomer ชอบการปฏิบัติ ไม่ชอบใช้งานเทคโนโลยี วิธีการนำความรู้ออกมาจาก Baby Boomer ได้ขอนำเสนอ ดังนี้

ส่วนของ Baby Boomer

วิธีแรกก็จะใช้วิธีการ Coaching (ผู้สอนงาน) โดยจะสอนงานระหว่าง Baby Boomer และ Gen X การให้ Baby Boomer สอนงาน Gen Y นั้นไม่ควรเน้นเพราะมีรูปแบบความคิดต่างกันเยอะ ต้องปรับความเข้าใจมากพอสมควร

วิธีที่สองก็จะใช้วิธีการ ของการจัดการความรู้(Knowledge management) โดยใช้วิธีที่ไม่เป็นเทคนิคมากมาย(Non Technical tools) ยกตัวอย่างเช่นวิธี ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) หรือเรียกสั้นๆว่า COP ซึ่งเหมาะกับการดึงความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล ซึ่งการทำ COP ก็ได้มีการดำเนินการมาบ้างแล้วในกรมชลประทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นระหว่าง Gen X เองแต่สิ่งที่ควรเน้นต่อไปก็คือ การสร้าง COP โดยมี Baby Boomer กับกลุ่ม Gen X ร่วมกัน อาจเป็นโครงการที่เอื้อให้ Baby Boomer เล่าประสบการณ์ออกมาเอง นึกชื่อแล้วสำหรับกรมชลฯ อาจเป็นโครงการที่เรียกว่า กินเหล้าแล้วเล่า ก็ได้ (แต่ต้องโฟกัสเนื้อเรื่องกันหน่อย แล้วก็อย่าให้เป็นทางการนักเลย)

ส่วนของ Generation X

การที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้รับกับจำนวนคนที่จะน้อยลง ในแต่ละหน่วยงานของกรมฯก็จะต้องมีเป้าหมายในมุมมองของอนาคตว่าบุคคลากรในแต่ละหน่วยงานนั้นจะต้องมีลักษณะการทำงานเฉพาะด้าน(Specialist) ซึ่งต้องรู้จริงรู้ลึก ซึ่งตรงนี้บุคคลากรในกลุ่ม Gen X นอกจากจะรับการสอนงานจาก Baby Boomer แล้วก็ต้อง สอนงานแก่ Gen Y อีกต่อหนึ่งเพื่อเป็นการจัดระเบียบ+ระบบ ความรู้ที่ได้มาด้วย(Gen X ชอบงานที่เป็นระบบชัดเจน)

อีกทางหนึ่งแนวโน้มที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจากที่หน่วยงานราชการมีการลดคน จ้างงานต่อมากขึ้น ทำให้บุคคลากรในหน่วยงานอาจจะต้องปรับให้มีลักษณะรอบรู้ในทุกๆด้าน(Generalist) สิ่งที่ควรจะตามมาคือ การหมุนเวียนงาน(Rotation) ซึ่งก็ควรจะมีกรอบการสั่งสมประสบการณ์ที่ต้องผ่านการพิจารณามาพอสมควร โครงการที่เกิดขึ้นแล้วที่อ้างอิงถึงได้เช่นโครงการ HiPPS เป็นต้น

อ้างจากการที่ Baby Boomer มีการทำ COP แล้ว องค์ความรู้เชิงประสบการณ์ที่ได้จะต้องมีการถ่ายทอดต่อโดยใช้เครื่องมือดังนี้

เครื่องมือที่ Gen X สามารถนำมาใช้ได้เลยโดยยึดแนวทาง ง่ายที่สุด+ลงทุนน้อยที่สุด+เร็วที่สุด คือการใช้เครื่องมือสารสนเทศ เช่น เว็บบล็อก(Blog) ,FaceBook ,CMS(Content Management System) ,File Sharing ผ่านระบบ Network หรือ Social Network

สาร ที่ได้รับจากคนรุ่น Baby Boomer จะเป็นการเล่า ดังนั้นจะต้องมีการ แปลงสารก่อน การแปลงสาร สำคัญมาก องค์กรที่ไม่ประสบผลสำเร็จด้านการจัดการความรู้เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับตรงนี้ ผู้ที่สามารถแปลงสารได้ดีที่สุดก็คือ Generation X ซึ่งชอบความเป็นรูปแบบ สารที่แปลงจะต้องถูกสรุป หรืออาจตัดต่อให้เข้าประเด็น ขึ้นอยู่กับ เวลาที่ใช้ อาจใช้วิธี เขียนสรุป หรือตัดต่อเป็นไฟล์เสียง ไฟล์วีดีโอ ผสมผสานกัน ใส่เข้าไปใน ระบบสารสนเทศเช่น เว็บบล็อก(Blog) ,FaceBook ,CMS(Content Management System) ,File Sharing ผ่านระบบ Network เครื่องมือพวกนี้ก็เพียงพอแล้วในการจัดเก็บและสามรถสื่อออกไปได้ ทั้งบทความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ และสิ่งต่อมาที่สำคัญคือการ ทำให้เข้าถึงสื่อ พวกนี้

วิธีการ ทำให้เข้าถึงสื่อ ยกตัวอย่างเช่น การทำให้สื่อตัวนี้ ค้นหาได้โดยเน้นที่ การสร้าง Keyword หรือใส่ป้ายกำกับ(Tagging)ให้กับตัวบทความ เพราะผู้หาความรู้ร้อยละ90 ใช้วิธี Search หาผ่าน ระบบค้นหาเช่น Google วิธีต่อไปก็คือ การ Sharing หรือกระจายส่งต่อ บทความ วิธีการนี้จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบ รับรู้ว่ามีบทความนี้และองค์ความรู้นี้อยู่ แน่นอนว่าถึงตรงนี้ รุ่นที่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องได้คือ Gen Y

ส่วนของ Generation Y

Generation Y เป็นรุ่นที่มีความเป็นตัวตนสูง มาพร้อม กับ เทคโนโลยี ทำให้เกือบจะทั้งหมดมี ตัวตนอยู่ใน สังคมออนไลน์ FaceBook Twitter ดังนั้น การสื่อสารองค์ความรู้ที่มีการสรุปแล้ว เน้นการ Sharing ผ่านสังคมออนไลน์ได้ทันที และหากเป็นบทความที่สนใจ Gen Y จะกระจายบทความได้เก่งที่สุด ดังนั้นการสร้างการประชาสัมพันธ์ การทำให้เข้าถึงสื่อ ควรให้ Gen Y เข้ามามีบทบาทให้มาก

จากที่ได้เขียนมายังไม่จบครับต้องมีการคิดต่อ เพราะอันนี้เน้นที่ความชอบของแต่ละGeneration เท่านั้น ถ้าเป็น SWOT ก็แค่ตัว S แรก คือจุดแข็ง แล้ว focus ที่เรื่องการจัดการความรู้เท่านั้น ต้องมีเรื่องอื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย เช่น การบริหารงานองค์กร ต้องเอื้อประโยชน์ในการทำงาน การวางโครงการต่าง ๆ คิดต่อไปได้อีกเยอะครับ

จะจบแล้วก็ขอฝาก(บ่น) เรื่องของกรมฯ การที่เรามีการพัฒนาตัวชี้วัดต่าง ๆ นั้นก็ดีแต่ แนวทางยังไม่ตรงกับความเป็นจริงสักเท่าไหร่นักเพราะว่าปัจจุบันงานชลประทานหรืองานอื่น ๆ มักจะมาแบบเป็น Project ที่ต้องมีคณะทำงานจากหลาย ๆ สำนัก ฯ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ เช่นงาน 60ล้านไร่ งานบรรเทาอุทกภัย2554 นั่นหมายความว่า การบูรณาการ ทั้งข้อมูล หรือ อำนาจของคณะทำงาน ที่จะต้องถูกตั้งขึ้น และมันไม่ได้เอื้อให้งานสำเร็จตามตัวชี้วัดของแต่ละสำนักฯเลย แน่นอนว่า แต่ละ Project มีความสำคัญด้วยมาก ๆ แต่ก็ไม่มีตัวชี้วัดชัดเจน หรือชัดเจนแต่ยากในการให้ความดีความชอบ (กรณีนี้จะเข้าสู่ case แบบ adhoc project) การทำงานในอนาคตจะมี project แบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ การ rotation การวางลักษณะของ แต่ละโครงการแบบบูรณาการ การให้ความดีความชอบ การใช้สารสนเทศร่วมกัน ทั้งนี้จะต้องให้มีความไปด้วยกันได้ รวมถึงที่จะบ่นอีกอย่าง คือรายละเอียดเยอะจน บุคลากร เพียงคนเดียวยังมองภาพโดยรวมไม่หมด เพราะความมากไป รายละเอียดเยอะ เอกสารเยอะ (แอบหมายถึง PMQA)  กรมฯเองอาจรู้จุดยืนของตัวเองแล้วก็ได้ น่าจะมี PMQA sizeเล็กฉบับกรมฯ มาใช้งาน น่าจะได้รับประโยชน์มากกว่า

Advertisements

3 thoughts on “วิกฤติกำลังคนชลประทาน-ตอนที่2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s